แชร์ ! องค์ความรู้ เรื่อง การเขียนแผน/แบบประเมิน (รูบริค)


สิ่งดีๆนำมาแชร์ !

องค์ความรู้ที่ได้ในคาบเรียน เรื่อง การเขียนแผน/แบบประเมิน (รูบริค)

ให้สอดคล้องกับ KPA (แชร์ต่อให้รุ่นน้องก็ได้นะคะ)

วัน อังคาร ที่ 3  พฤศจิกายน 2558

โดย นางสาวประนิษา พันธ์ศรี รหัส 56210402303 คบ.การศึกษาปฐมวัยปี 3 หมู่ 3

รายวิชา คณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัย

 

สรุป ประเด็นความรู้

ประเด็นที่ 1.จากที่ประเมินเพื่อนและที่อาจารย์สอน ( 22 ข้อ)

ประเด็นที่ 2.จากที่เพื่อนประเมิน 2 ข้อย่อย (ข้อคิดดีๆ( 3 ข้อ) / สิ่งที่ได้และจะนำไปปรับปรุงใช้ ( 3 ข้อ)) รวม 6 ข้อ

 

ประเด็นที่ 1.จากที่ประเมินเพื่อนและที่อาจารย์สอน

1.การเขียนแผนทุกครั้งจะต้องไม่ลืม หรือไม่ควรลืม concept เนื้อหา หรือเนื้อเรื่องที่จะสอนเป็นการเขียนอธิบายอย่างละเอียดในสิ่งที่จะสอนเป็นข้อมูลที่ถูกต้องเป็นจริง

2.ถ้าเราสามารถใส่มาตรฐานคุณลักษณะกับตัวบ่งชี้ที่ตรงกับสาระการเรียน กิจกรรม เรื่องที่จะสอนก็จะเป็นแผนการสอนที่ดี

3.จุดประสงค์ของแผนการสอน เราจะต้องบอกในเชิงพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้ชัดเจน

4.จุดประสงค์และแบบประเมินรูบริคจะต้องลิงค์และสอดคล้องกันทั้ง 3 ด้าน KPA

5.หากจะประเมินพฤติกรรม (การสังเกต) เราจะต้องใช้เกณฑ์ที่สามารถมองเห็นและสามารถสังเกตเห็นในเชิงพฤติกรรมอย่างชัดเจน

6.วิธีดำเนินกิจกรรม ส่วนใหญ่จะนิยมเขียนอยู่ 3 ขั้น คือ ขั้นนำ ขั้นสอน ขั้นสรุป

7.ถ้าหากวิธีการดำเนินกิจกรรม สามารถมีขั้นฝึกได้ก็จะดี ส่วนใหญ่จะในเขียนแผนเกี่ยวกับ วิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯ

8.ขั้นฝึก คือ ขั้นที่ครูทดสอบ หรือให้เด็กทำแบบฝึกหัด ที่สามรถวัดและประเมินความเข้าใจของเด็กหรือผู้เรียนได้ ว่ามีความเข้าใจและไม่เข้าใจในส่วนไหนบ้าง

9.ขั้นนำ ครูควรกระตุ้นเด็กด้วยคำถามเพื่อเร้าความสนใจ หรือทำให้เด็กเกิดความสงสัยและคิดตาม ทำให้เด็กเกิดความต้องการที่จะค้นคว้าและให้ได้คำตอบ

10.เพลงที่ใช้ในขั้นนำ ควรเป็นเพลงที่อยู่ในเรื่องที่สอน สามารถดึงเข้าสู่เนื้อเรื่องที่จะสอนได้

11.ขั้นสอน จะต้องอธิบายอย่างละเอียดชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจมองเห็นภาพ พร้อมยกตัวอย่างเป็นคำพูด อย่าง เช่น “………เด็กลองจับรูปทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาสิคะ…………”

12.ขั้นสรุป จะต้องให้เด็กสรุป ครูไม่ควรสรุปเองทั้งหมด แต่ครูจะเป็นผู้กระต้นเด็กโดยใช้คำถามเพื่อให้เด็กตอบ หรืออธิบายความเข้าใจสั้นๆในคำพูดของเด็กเอง

13.วิธีดำเนินกิจกรรมควรระบุเวลาทุกครั้งให้ชัดเจนใน1 กิจกรรม 3 หรือ 4 ขั้นอย่างเหมาะสม และสามารถยืดหยุ่นได้ (ดูเรื่องที่สอนด้วย)

14.แบบประเมินที่ใช้ประเมิน (รูบริค) ไม่ควรมีระดับ 0 เพราะครูผู้สอนไม่ควรให้เด็กได้ 0 หรืออยู่ในเกณฑ์ไม่ผ่าน

15.ในการประเมิน ระดับเกณฑ์ที่ใช้วัด เช่น 3 2 1 ควรให้ความหมาย ว่าระดับ 3 2 1 นั้นหมายถึงอะไรในเชิงปริมาณหรือคุณภาพ (ด้านพฤตกรรม) เช่น 3 ปฏิบัติได้ดีมาก

16.สารการเรียนรู้ คือ เรื่องที่ต้องการสอน ต้องการให้เด็กรู้และส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของผู้เรียน

17.ประสบการณ์สำคัญ คือสิ่งที่เด็กได้เรียนรู้ด้วยตนเองและได้ปฏิบัติจริงๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆร่วมกับเพื่อนๆ และเป็นสิ่งที่เด็กสามารถนำไปใช้ในครั้งต่อไปได้อีกด้วยตัวเอง (เกิดการเรียนรู้และเข้าใจนำไปใช้ได้)

18.วัสดุ อุปกรณ์ เวลาเขียนให้เอาสิ่งที่สำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องที่สอนก็พอ เช่น สื่อ (ชื่ออะไร) เพลง (เกี่ยวกับเรื่องที่สอน)

19.วิธีดำเนินกิจกรรมทั้ง 3 หรือ 4 ขั้น ควรเขียนอธิบายเป็นข้อๆ 1. , 2. เป็นต้น

20.แผนการจัดประสบการณ์จะต้องสามารถบูรณาการเข้ากับกิจกรรมอื่นๆและมีความยืดหยุดได้ต่อผู้เรียน

21.วัตถุประสงค์นอกจากจะตรงกับแบบประเมินที่สอดคล้องและครอบคลุมกับ KPA ทั้ง 3 ข้อแล้ว อาจเพิ่มเติมอีกก็ได้ มากกว่า 3 ก็ได้ แต่ต้องครบ KPA

  1. ขั้นสอนในการอธิบายก็อย่าอธิบายเยอะ วน จนทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนและน่าเบื่อ ควรใช้ภาษที่เข้าใจง่ายและชัดเจน ( สั้นตรงประเด็นเข้าใจได้ ไม่ใช่เยอะแต่หาประเด็นไม่เจอ)

(ขอบคุณนะคะ ถ้าทำได้ทั้งหมดการเขียนแผนการสอนอนุบาลและแบบประเมิน จะสมบูรณ์สุดไปเลยนะค่ะ)อิอิ

ประเด็นที่ 2.จากที่เพื่อนประเมิน (ข้อคิดดีๆ/สิ่งที่ได้และจะนำไปปรับปรุงใช้)

2.1 สิ่งที่ควรปรับและนำไปแก้ไข

  1. จุดประสงค์นอกจากจะตรงแลครอบคลุมกับKPAแล้ว จะต้องแยกออกจากกันอย่างชัดเจนในแต่ละทักษะ สามารถประเมินได้เชิงพฤติกรรม (การสังเกต)

2.แบบประเมินที่ทำประเมินเด็กอนุบาล สำหรับแผนการจัดประสบการณ์ให้กับเด็ก ยังไม่ต้องประเมินออกมาเป็นเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ที่ต้องคิดหาค่าเฉลี่ย ร้อยละก็ได้

3.แบบประเมินที่แสดงออกมาในเชิงปริมาณและคุณภาพ ควรนำไปใช้กับโครงการ มากกว่าแผนการจัดประสบการณ์เด็กอนุบาล

2.2ข้อคิด

  1. “บางครั้งสิ่งทีเรารับรู้มา อาจไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือว่าถูกต้องเสมอไป แต่ สิ่งที่เรารับรู้มาหรือได้มานั้น ข้อมูลอาจยังไม่ครบสมบูรณ์ทั้งหมด หรือ แม้แต่ เป็นสิ่งที่เราเข้าใจและบอกว่าสิ่งนั้นถูก ทั้งที่จริงเป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งจะส่งผลต่อการนำไปใช้ของเราเองในทางที่ผิด อาจทำให้เราวิเคราะห์ หรือสังเคราะห์ข้อมูลอื่นๆผิดพลาดได้”

2.”คนที่ยอมรับข้อผิดพลาดของตัวเองไดและพร้อมที่จะแก้ไข ปรับปรุง คือ บุคคลพร้อมที่จะ พัฒนา” รู้ว่าอะไรผิดแล้วแก้ไข ดีกว่าทำไปโดยไม่รู้ว่าถูกหรือผิด

3.”คนเราให้ความสำคัญของสิ่งใด และมองสิ่งหนึ่งในลำดับความสำคัญที่ต่างกัน มุมมองในการมองคนอื่น อย่างเข้าใจที่สุด คือ ยอมรับและเข้าใจให้ได้ว่า บุคคลทุกคนย่อมมีความแตกต่างกัน ทั้งความคิด และการปฏิบัติตน ฉะนั้น การวางตัวให้เหมาะสมและการปรับตัว คือ เข้าใจในบุคลิกของคนนั้นก็พอ” ที่สำคัญก่อนมองคนอื่นให้ย้อนมองตัวเองและเข้าใจตัวเองดีเสียก่อน (ผิดให้ยอมรับว่าผิด ควรแก้ไข)

………………..^_^……………..คิดดี ก็ดี คิดจะทำดี ก็ยิ่งๆดี……

ขอบคุณองค์ความรู้ที่ได้ในคาบเรียนนี้ทั้งจากอาจารย์และเพื่อน ความรู้นี้จะไม่ศูนย์เปล่า ดิฉันจะนำไปใช้และแก้ไขในส่วนที่ผิดและต้องเพิ่มเติม  ขออภัยอาจารย์ด้วยนะคะที่แชร์องค์ความรู้ช้า

—-จะเป็นบุคคลที่พร้อมที่จะพัฒนาตลอดเวลาคะ แอคทีฟ –active learnning …….

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: